เลือกครีมกันแดดยังไงให้เหมาะสม?

รู้รึเปล่าว่า UV, SPF และ PA แตกต่างกันยังไง?

หลายๆคนอาจจะไม่มีความรู้เลยเกี่ยวกับการซื้อครีมกันแดด เพราะว่าครีมกันแดดแต่ละแบรนด์เค้าไม่ได้บอกเราเลยว่า UV, SPF และ PA แตกต่างกันยังไง เค้าโปรโมทแค่ว่า SPF+++, PA+++ อะไรแบบนี้ ทำให้เราไม่เคยรู้เลยว่า ไอพวก บวกบวกบวกเนี้ยทำช่วยอะไรเราบ้าง กันอะไรให้เราได้บ้าง ครีมกันแดด แบรนด์ต่างๆ มักจะมีอักษรย่อพวก SPF, UV และ PA อยู่หน้าขวด หรือ หน้ากล่อง แต่หารู้ไม่ว่า มันมีคุณสมบัติแตกต่างกันมาก เรามาทำความเข้าใจกันดีกว่าว่าแต่ละอย่างแตกต่างกันยังไง เราไปดูกันเลยดีกว่า

เริ่มด้วย UV หรือที่เราเรียกกันว่า รังสี UV นั่นเอง UV แบ่งออกเป็น 3 ประเภท

1. UVA เป็นรังสี ที่มีคลื่นที่ยาว ที่สามารถทะลุทะลวงผ่านเข้าชั้นหนังกำพร้า และ หนังแท้ของเราได้ และ มันยังสามารถเข้าไปทำลายโครงสร้าง และ สร้างความเสื่อมโทรม ให้กับคลอลาเจน ในตัวของเราด้วย ทำให้เราหมดความยืดหยุ่น และทำให้ผิวหนังของเราเหี่ยวย่นก่อนวัยอันควรนั่นเอง UVA จะไม่ทำให้ผิวหนังของเราเกิดการอักเสบ

2. UVB เป็นคลื่นรังสี ที่สามารถผ่ารเข้ามาสัมผัสร่างการของเราได้เหมือนกับ UVA ซึ่งจะผ่านชั้นหนังกำพร้า และ หนังแท้เข้าไปได้เช่นกัน แต่ไม่สามารถเข้าไปได้ลึกกว่านั้น รังสี UVB แตกต่างกับ รังสี UVA ก็คือมันสามารถทำให้ผิวหนังของเราอักเสบได้

3. UVC เป็นคลื่นรังสีชนิดหนึ่ง ซึ่งแสงส่วนใหญ่จะถูกดูดในชั้นบรรยากาศของโลกเรา โดยจะโดนก๊าซโอโซนดูดซับในชั้นบรรยากาศ ทำให้ไม่มีผลกระทบกับร่างกายของเรา แต่ในอนาคต ถ้าชั้นบรรยากาศของโลกเราไม่สามารถดูดซับได้หมด เพราะว่าปัญหาโลกร้อน ทำให้เราต้องหาครีมที่สามารถรับมือกับมันในอนาคตอย่างแน่นอน

ค่า SPF คืออะไร?

หลายๆคนอาจจะมีคำถามในหัวว่า SPF ที่เราเห็นตามแบรนด์ ครีมกันแดดต่างๆเนี้ย มันคืออะไรกันนะ SPF เป็นคำย่อที่มาจาก Sun Protection Factor ที่เป็นตัวระบุ ระดับการปกป้องผิวจากรังสี UVB นั่นเอง โดยปกติแล้วผิวของเรานั้น สามารถรับมือกับแสงแดด โดยปราศจากครีมกันแดดได้ประมาน 20 นาที ไปจนถึง 30 นาที เป็นอย่างมาก แต่ถ้ามีครีมกันแดดที่มี SPF ยกตัวอย่างเช่น SPF30 ซึ่งหมายความเรา ถ้าเราทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF30 เราจะสามารถอยู่กลางแดดได้ประมาณ 30 x 30 ก็เท่ากับ 900 นาทีนั่นเอง หรือถ้าคิดเป็น ชั่วโมงก็ราวๆ 15 ชั่วโมงโดยที่ผิวของเราจะไม่ไหม้แดง หรือที่เราเรียกว่าแพ้แดดนั่นเอง แต่การคำนวณอันนี้อาจจะคลาดเคลื่อนได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับแบรนด์ของครีมกันแดดที่เราใช้ และ เหงื่อ หรือ กิจกรรมต่างๆ ที่อาจจะทำให้ครีมกันแดดโดนลบออกไป

ตัวอย่างของค่า SPF และ % ของการป้องกันแสง UV

☼ ค่า SPF เท่ากับ 2 จะดูดซับ UVB ได้ 50%

☼ ค่า SPF เท่ากับ 4 จะดูดซับ UVB ได้ 75%

☼ ค่า SPF เท่ากับ 8 จะดูดซับ UVB ได้ 87.5%

☼ ค่า SPF เท่ากับ 15 จะดูดซับ UVB ได้ 93.3%

☼ ค่า SPF เท่ากับ 20 จะดูดซับ UVB ได้ 95%

☼ ค่า SPF เท่ากับ 30 จะดูดซับ UVB ได้ 96.7%

☼ ค่า SPF เท่ากับ 45 จะดูดซับ UVB ได้ 97.8%

ค่า SPF เท่ากับ 50 จะดูดซับ UVB ได้ 98%

ค่า SPF สูงๆนั้น ที่เราเห็นตามครีมกันแดด หรือ สเปรย์กันแดด ที่มีค่า SPF สูงๆนั้น มันไม่ได้หมายความว่าจะปกป้องแสงแดด ให้กับผิวของเราได้ดีไปกว่าค่า SPF ที่ต่ำกว่าในความเป็นจริงแล้ว SPF ที่สูงๆ นั้นจะก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังของคนที่มีผิว ที่แพ้ง่าย และอาจจะมีผลข้างเคียงที่ก่อให้เกิดอาการแพ้อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น เกิดผดผื่นคัน นอกจากนี้อาจจะทำให้ผิวของเรามีสีที่ไม่ สม่ำเสอม และ อาจจะกิดรอยด่างขึ้นได้อีกด้วย

ค่า PA คืออะไร?

หลายคนอาจจะเคยเห็นบนกล่องครีมกันแดดว่ามีคำว่า PA +++ ไม่รู้จะพวกเยอะไปไหน PA นี่เป็นคำที่ย่อมามาย Protection Grade of UVA คือสารที่ทำหน้าที่ปกป้อง แสง UVA นั่นเอง ที่เราเห็นกันตามท้องตลาดสำหรับครีมกันแดดนั้นมีอยู่ 3 ระดับด้วยกันคือ

1. PA+ หมายถึง ครีมที่ประสิทธิภาพในการป้องกัน รังสี UVA ได้ 1-3 เท่า

2. PA++ หมายถึง ครีมที่ประสิทธิภาพในการป้องกัน รังสี UVA ได้ 4-5 เท่า

3. PA+++ หมายถึง ครีมที่ประสิทธิภาพในการป้องกัน รังสี UVA ได้ 6-8 เท่า

Related Post

Konvy โปรโมชั่น และ รหัสส่วนลดล่าสุด

About admin

Check Also

9 ขั้นตอน เพื่อความ สวยเป๊ะ หน้าร้อนนี้

มาเช็ค 9 ขั้นตอนที่จะเปลี่ยนคุณให้สวย เป๊ะ รับหน้าร้อน Summer นี้สาวๆมีแผนจะไปเที่ยวไหนที่กันบ้างรึยัง? สำหรับที่เที่ยวที่ยอดนิยมที่สุดสำหรับสาวไทย ในหน้าร้อนไม่ใช่ต่างประเทศแต่อย่างใด จากผลการวิจัย สาวไทยส่วนใหญ่เลือกที่จะไปเที่ยวทะเลนั่นเอง สำหรับการไปเที่ยวทะเลนั้น เป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุด เพราะว่าใช้เวลาเดินทางไม่นาน แตกต่างจาการเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศนั่นเอง ...

CLOSE
CLOSE